เมื่อมีการเซ็นยินยอมข้อตกลงดังกล่าวแล้ว จึงได้มีการปล่อยตัวครูบาศรีวิชัยกลับใน พ.ศ. 2478
การเซ็นยินยอมข้อตกลงดังกล่าวนี้ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญอย่างยิ่งในทางประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ของล้านนากับสยาม ถึงขั้นที่ แคทเธอรีน บาววี
นักวิชาการชาวอเมริกัน ผู้ศึกษาครูบาศรีวิชัยกล่าวว่า เป็นจุดสิ้นสุดของอำนาจล้านนา และถือว่าล้านนาได้ตกอยู่ใต้อำนาจของสยามอย่างสมบูรณ์แล้ว จากการเซ็นยินยอมของครูบาศรีวิชัยในครั้งนี้
เหตุการณ์ในครั้งนี้สร้างความโกรธเคืองต่อครูบาศรีวิชัยอย่างยิ่ง ถึงขั้นกล่าวขอยุติการสร้างทางขึ้นพระธาตุดอยสุเทพ และจะไม่ขอบูรณปฏิสังขรณ์วัดในภาคเหนืออีกต่อไป รวมถึงเป็นจุดกำหนดวลีที่เป็นอมตวาจาของครูบาศรีวิชัยที่ว่า
“หากน้ำปิงไม่ไหลขึ้นทางเหนือ จะไม่ขอกลับไปเหยียบแผ่นดินเชียงใหม่อีก”
อย่างไรก็ตามมีการตั้งข้อสังเกตนักวิชาการหลายท่าน รวมถึงตัวนักวิชาการคนสำคัญอย่าง แคทเธอรีน บาววี เอง กล่าวถึงการปราบปรามครูบาศรีวิชัยในยุคคณะราษฎรไว้ในงานสัมมนาวิชาการ 140 ปี ชาตะกาลครูบาศรีวิชัย เมื่อ พ.ศ. 2561 ว่า
“แม้คณะราษฎรจะมีการประกาศเปลี่ยนแปลงการปกครองไปในทิศทางประชาธิปไตย ให้เสรีภาคและความเสมอภาคต่อประชาชนแล้ว แต่เหตุใดยังปราบปรามครูบาศรีวิชัยอย่างหนักหน่วง” (สรุปคำกล่าวโดยผู้เขียนเอง)
ดังนั้น ผู้เขียนจึงขอตั้งข้อสังเกตบทบาทของคณะราษฎรกับกรณีดังกล่าว 4 กรณี คือ
1. แม้คณะราษฎรจะประกาศหลัก 6 ประการ อันมีเสรีภาพและความเสมอภาคเป็น 2 ใน 6 หลักสำคัญของการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎรแล้ว
แต่อย่างไรก็ตาม คณะราษฎรกลับไม่ได้นำหลักดังกล่าวมาใช้ในทางศาสนาและความเชื่อ เสรีภาพและความเสมอภาคนั้นเป็นเพียงเรื่องของทางโลกเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับทางธรรมหรือทางศาสนา ในทางศาสนาคณะราษฎรยังคงมีความ Conservative สูง
2. แม้จะมีแนวคิดพยายามจะหลอมรวมนิกายระหว่างธรรมยุติและมหานิกาย โดยการอ้าง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำระหว่างนิกาย หรือการพยายามปรับโครงสร้างการปกครองสงฆ์จากการบริหารโดยมหาเถรสมาคม เ
ป็นการปกครองแบบแบ่ง 3 ฝ่าย โดยมีฝ่ายตุลาการ บริหาร และนิติบัญญัติ ให้สอดคล้องกับหลักบริหารการเมืองฝ่ายนอกของคณะราษฎรแล้ว แต่ก็เป็นเพียงการทำให้นิกายรวมกันเป็นหนึ่งภายใต้การบริหารของคณะสงฆ์แบบใหม่ในการกำกับอำนาจการควบคุมโดยรัฐ
3. ความเสมอภาคและเสรีภาพของคณะราษฎรจะต้องเป็นเสรีภาพและความเสมอภาคภายใต้ความเป็นรัฐชาติเดียวกัน (Nation State)
ไม่ใช่การยอมรับความหลากหลายทางความเชื่อและวัฒนธรรม ดังนั้น กรณีครูบาศรีวิชัยจึงถูกปราบปรามอย่างหนักหน่วง เพราะนอกจากรัฐมองว่าเป็นภัยในทางศาสนาแล้ว ยังเป็นภัยต่อคงามเสถียรภาพของรัฐชาติด้วย
4. รัฐยังพยายามกุมอำนาจการอธิบายหลักความถูก-ผิดทางศาสนาและความเชื่ออยู่ และใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือในการสนับสนุนแนวคิดทางการเมืองของตนเองไม่ต่างจากสมัยรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์
ดังจะเห็นได้จากคำแถลงการณ์ต่อกรณีการจับกุมครูบาศรีวิชัย รัฐพยายามอธิบายให้คนในภาคเหนือ โดยเฉพาะในเชียงใหม่เข้าใจว่า สิ่งที่ครูบาศรีวิชัยทำ
หรือหลักปฏิบัติของครูบาศรีวิชัยไม่ได้เป็นไปตามครรลองของหลักพระไตรปิฎกแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และบังคับให้ครูบาศรีวิชัยเซ็นข้อตกลงปฏิบัติตามและสนับสนุนนโยบายของรัฐ
ดังนั้นจะเห็นได้ว่า แม้คณะราษฎรจะพยายามเปลี่ยนแปลงแนวคิดให้เป็นไปในทิศทางประชาธิปไตย ให้ประชาชนมีสิทธิและเสรีภาพแล้ว แต่อย่างไรก็ตามในทางศาสนา หลักการดังกล่าวกลับถูกนำไปใช้ ดอยดวงแก้วสัพพัญญู อย่าประมาทในสิ่ง ๔ ประการ
หลักการเสรีภาพทางศาสนาจึงไม่ใช่แนวคิดที่มีวิธีคิดของคณะราษฎร เสรีภาพ เสมอภาคของคณะราษฎรเป็นเพียงสิ่งที่ถูกนำไปใช้ในทางการเมืองทางโลกเท่านั้น
และด้วยเหตุดังกล่าวจึงน่าจะพอเป็นเหตุผลได้ว่า เหตุใดครูบาศรีวิชัยจึงถูกปราบปรามอย่างหนักในรัฐบาลของคณะราษฎร ผู้เสนอหลักเสรีภาพและความเสมอภาค
ขอบคุณข้อมูลจาก https://thestandard.co/peoples-party/
เชิญท่องเที่ยววัดดอยดวงแก้ว เชิญเที่ยวเชียงใหม่ ประวัติครูบา
