สถานธรรมดอยดวงแก้วสัพพัญญู เป็นจุดพักเสวยอาหารของสมเด็จพระนเรศวร
ที่อำเภอแม่สรวย(มีระยะห่างจากอำเภอเวียงป่าเป้าประมาณ ๕๐ กิโลเมตร)นั้นมีประวัติกล่าวไว้ว่า เป็นสถานที่ซึ่ง สมเด็จพระนเรศวร และสมเด็จพระเอกาทศรถ พระอนุชาธิราช ได้เคยเสด็จกรีธาทัพหลวง ออกจากกรุงศรีอยุธยา เพื่อไปตีกรุงอังวะ
ซึ่งอยู่ทางตอนบนของ จ.เชียงราย ในครั้งนั้นได้ทรงยกทัพเข้าสู่เมืองเชียงใหม่ และประทับอยู่เป็นเวลา 1 เดือน จากนั้นได้จัดทัพเป็น 2 ส่วน ให้พระอนุชาเสด็จไปทาง อ.ฝาง ส่วนพระองค์เสด็จทาง อ.แม่สรวย และทรงพักทัพอยู่ ณ สถานที่แห่งนี้
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช นั้น ภายหลังที่ทรงเป็นองค์ประกันที่กรุงหงสาวดีแล้ว ได้เสด็จกลับสู่กรุงศรีอยุธยา และทรงประกาศอิสรภาพไม่ขึ้นตรงต่อพม่า ครั้นปีพ.ศ.2133 ได้เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่ 18 แห่งกรุงศรีอยุธยารามเทพนคร เสวยราชสมบัติอยู่เป็นเวลา 15 ปี ครูบา คติใหม่กับสื่อสังคมออนไลน์อย่างเฟซบุ๊ก
(สมเด็จพระนเรศวร ราชาธิราช เสด็จขึ้นครองราชเมื่อวันที่29 กรกฎาคม พ.ศ. 2133 เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2148 )
ตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ ทรงทำการรบเป็นสามารถมาโดยตลอด เป็นเหตุให้ภายหลังรัชกาลของพระองค์ พม่าไม่มารบกับสยามอีกเลย เป็นเวลากว่า 150 ปี จึงควรที่ลูกหลานไทยจะได้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ไปตราบชีวิตจะหาไม่
ด้วยประวัติของสถานที่ดังที่ได้กล่าวมา เมื่อครั้งวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2512 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินมายัง อ.แม่สรวย ในครั้งนั้นทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีบวงสรวงสังเวย เป็นราชพลี และทรงบำเพ็ญพระราชกุศลอุทิศถวายแด่ดวงพระวิญญาณ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช และสมเด็จพระเอกาทศรถ พระอนุชาธิราช ตลอดจนเหล่าทหารหาญที่ตามเสด็จครั้งนั้น
ต่อมาในวันที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2533 พล.ท.ศิริ ทิวะพันธุ์ แม่ทัพภาคที่ 3 (ยศ และตำแหน่งในขณะนั้น) ได้ทำพิธีวางศิลาฤกษ์ ในการตั้งศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราชนี้ขึ้นมา ครั้นเมื่อวันเสาร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ.2534 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จฯ ไปทรงเป็นประธานพิธีเททองหล่อพระบรมรูปสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ขนาดเท่าพระองค์จริง ณ วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ และได้อัญเชิญไปประดิษฐานที่ศาลอำเภอแม่สรวย ในวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2546
