ครูบาบุญชุ่ม จาริกธุดงค์ ณ ประเทศเนปาล

ครูบาบุญชุ่ม จาริกธุดงค์ ณ ประเทศเนปาล

ครูบาบุญชุ่ม ในพรรษาที่๑๐ พระครูบาฯ มีความตั้งใจอย่างยิ่งจะไปจำพรรษาที่ประเทศเนปาลเชิงเขาหิมาลัย โยมมณีรัตน์ โยมพี่เม้ง (วินัย) ได้นิมนต์หลวงปู่โง่น โสรโย ไปส่งท่านด้วย ได้ไปอาศัยอยู่ที่วัดอานันทกุฏิวิหารกาฐมาณฑุ โดยคุณธรรมมา อารีราชได้ไปฝากให้ ท่านได้พบหลวงปู่โลกเทพอุดรที่เนปาล

โดยพระครูบาฯนับถือหลวงปู่โลกเทพอุดรเป็นอาจารย์ใหญ่ได้พบที่ข้างกำแพง พระราชวังเก่า หนุมานโดก้ากาฐมาณฑุ เป็นวังเก่าของกษัตริย์เนปาล เล่ากันว่ามีรางน้ำเป็นหิน และมีอักขระศักดิ์สิทธิ์ที่ใครอ่านจบจะมีน้ำทิพย์ไหลออกมา ขณะที่พระครูบาฯ กำลังอ่านอักขระอยู่นั้นปรากฏว่ามีพระเหมือนโยคีกระโดดออกข้างกำแพงวิ่งมาหา

ท่าน มีผ้าโพกหัวเกล้าผม หนวดเครายาวรุงรังวิ่งมาจับมือหลวงปู่ นัยน์ตาใสวาววับดั่งแก้วมรกตจึงขอถ่ายรูปไว้ เอาเงินถวายให้ก็ไม่รับ ลักษณะไม่เหมือนโยคีทั่วไป จากนั้นก็มีหมู่นกพิราบหมู่ใหญ่บินวนเวียนมาตรงหน้าหลวงปู่เทพอุดร

ไม่นานนักท่านทั้งสองก็หายไปพร้อมกับหมู่นกพิราบ จะพูดมากไปก็กลัวเกินความจริง อย่าเพิ่งเชื่อทีเดียว ให้เชื่อผลบุญกรรมที่พระพุทธเจ้าทรงเทศน์สอน

ครูบาบุญชุ่ม

ทุกคนกลับกันหมดเหลือแต่ท่านองค์เดียวที่ได้พำนักอยู่กับพระชาวเนปาล มีหลวงพ่ออมฤตานันท์ เป็นเจ้าอาวาสวัดอานันทกุฏิวิหาร มีหลวงพ่อมหากุมารกัสปะและหลวงพ่อมหานามะ มีพระพม่าองค์หนึ่งชื่อ อินทสาระ สามเณรอินเดียชื่อ พุทธวังสะ และท่านไมตรี ทานแต่ผลไม้มันอาลู (มันฝรั่ง) แตงกวา และกล้วยหอมเป็นอาหาร

ในพรรษานี้ พระครูบาบุญชุ่ม มีความสุขกับธรรมชาติที่สุด ตอนเย็นสวดมนต์ภาวนาเดินจงกรม แล้วก็เข้าห้องนั่งภาวนาสมาธิต่อ บางทีถึงสว่างก็มี สว่างมาแล้วท่านก็มาทำความสะอดาลานเจดีย์กุฏิวิหาร ศาลาหอฉัน ทำความสะอาดองค์เดียว

ถ้าวันไหนมันอาลูหมดก็ลงไปซื้อในตลาด บางวันอากาศดีเสร็จภารกิจ ท่านก็ขึ้นไปกราบเจดีย์สวยัมภูองค์ใหญ่ ตั้งบนยอดเขาท่านก็ซื้อถั่วลิสงเลี้ยงลิง บางทีก็เอากล้วย ข้าวสารเลี้ยง ลิงที่นี่ตัวใหญ่หางยาวมีหลายพันตัวไม่กลัวคน ท่านได้พำนักภาวนาที่นี่ได้อารมณ์กรรมฐานดี สมาธิตั้งมั่นจนกระทั่งออกพรรษา โยมหมอกรวยศรีและแม่ออกสุนิสา ดร.อุดม แม่วิภาวรรณและโยมหมอยรรยงค์ แม่หมอภิราก็ได้มาเยี่ยม

ครูบาบุญชุ่ม

ครูบาบุญชุ่ม จาริกธุดงค์เข้าป่าหิมพานต์

ด้วยอุปนิสัยของพระครูบาบุญชุ่ม ที่รักธรรมชาติ ชอบอยู่รูปเดียว ปลีกวิเวก เมื่อเสร็จภารกิจต่างๆ ท่านจึงดำริว่า “เราควรออกธุดงค์เข้าสู่ป่าหิมพานต์ตามรอยพระเวสสันดร” ออกพรรษาแล้วท่านได้อำลาเจ้าอาวาสจะเดินทางเข้าป่าหิมพานต์ โดยมีโยมพี่ดร.อุดม ใจดี ได้มานำทางไปส่งที่เมืองโปกขะรา (Pokhara)

แปลว่า โปกขรณีอยู่เชิงเขาหิมพานต์ ตรงยอดเขาหางปลาชาวเนปาลเรียกว่ามาชาปุชะเร (Machapuchare) และยอดเขาอานนาปูระนะ (Annapurna) ซึ่งเป็นหลังคาโลกสูงที่สุดเป็นบริวารของภูเขาพระสุเมรุราช

ได้ขึ้นรถผ่านแม่น้ำคงคาตรีศุลิ (Trisuli) และภูเขาป่าไม้มีความสุขเพลิดเพลินที่สุด ได้มาถึงเมืองโปกขราตอนเย็น พักอยู่ที่วัดแม่ชี ๓ คืน แล้วจึงเดินทางด้วยเท้าเปล่าต่อไปในป่า ส่วนพี่ ดร.อุดม อยู่ด้วยคืนเดียวก็กลับไปอินเดีย

ท่านเดินทางเข้าป่า มีพระหลวงปู่แก่องค์หนึ่ง ชื่อสุภัทรภิกขุนำทาง และชาวบ้านเนปาลอีกคนหนึ่งชื่อว่า โอปกาศและมีผู้ชายหนุ่มเนปาลอีก ๒ คนเดินนำทาง พวกเขารักเคารพพระครูบาฯ มาก ช่วยกันแบกกรดและบาตรให้เดินทางเข้าป่า

ผ่านแม่น้ำเย็นใสผ่านหมู่บ้านเล็กๆ เดินไปพักฉันเพลกลางทางที่บ้านหลังเล็กของชาวเนปาลผู้ใจดี แล้วเดินทางต่อไป ถึงที่วัดน้อยของท่านสุภัทรตั้งอยู่เชิงเขาในเวลาเย็น พวกที่ส่งมาก็ลากลับเหลือแต่พระครูบาฯ อยู่กับท่านหลวงปู่สุภัทร ท่านก็เข้ากุฏิหลังน้อยที่ท่านอยู่มีอีกห้องเป็นที่เก็บฟืน

หลังจากไหว้พระสวดมนต์ภาวนาแล้วก็อุปฐากพระผู้เฒ่าด้วยการต้มน้ำร้อนถวาย พอรุ่งเช้าท่านก็น้ำพาเราไปบิณฑบาตรได้ข้าวมาฉันเล็กน้อย พออิ่มไปวันๆ พระครูบาฯ อยู่ที่นั้นสามคืน จึงบอกหลวงปู่สุภัทรว่า

ข้าพเจ้าต้องการเดินทางเข้าป่าองค์เดียวจะไปอยู่ตามเงื้อมผา และถ้ำ ภาวนาองค์เดียว หลวงปู่สุภัทรบอกว่าลำบาก หิมะก็ตก เส้นทางก็ไม่รู้จัก อีกทั้ง สัตว์ป่า เสือ แรด งูร้ายก็มีมากอย่าไปเลย

ท่านห้ามไว้เกรงว่าจะเป็นอันตราย แต่พระครูบาฯ ก็บอกว่า ข้าพเจ้าพร้อมจะสละชีวิตแล้วไม่กลัวตายขอไปจนได้ รุ่งเช้าท่านก็พาไปส่งทางบ้านราจ๊ก ไปพักฉันข้าวบ้านคนแก่หลังหนึ่งถือศาสนาพุทธรักษาศีล ๕ แล้วก็เดินทางไปส่งกลางทุ่งนา ชี้ทางให้ไปองค์เดียว เดินขึ้นเขาหิมาลัยรูปเดียว

ท่านได้แบกกรดบาตรอัฐบริขารองค์เดียวทางเข้าป่าไม้หิมพานต์ด้วยความปีติยินดี ท่านก็บอกเทวดารักษาป่าไม้หิมพานต์ให้นำทางรักษาท่านด้วย โดยตั้งสัจจอธิษฐานว่า “ข้าพเจ้ามาที่นี้ก็เพื่อปฏิบัติสมณะธรรมพรหมจรรย์สร้างโพธิสัตว์บารมี

หวังได้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต ได้โปรดสัตว์โลกได้ข้ามจากวัฏสงสารให้ถึงพระนิพพาน” ท่านได้เดินขึ้นเขาลงห้วย บางทีก็มีทางลอดไปเป็นอุโมงค์บางทีก็ข้ามแม่น้ำคงคาไปตามทางชาวป่าชาวเขาเนปาล เดินไปตัดไม้ไปบางทีก็ปีนขึ้นหน้าผาสูงชันมาก บางทีก็ห้อยโหนเชือกเครือเขาข้ามแม่น้ำ

เส้นทางลำบาก บางทีก็ไม่มีหนทางลัด ตามป่าแม่น้ำไปตามทางเดิน ท่านได้เห็นสัตว์ป่าทั้งหลายเป็นต้นว่าไก่ป่าร้องขานขันนกยูง และหงส์ป่า ได้เห็นลิงและกระต่าย ลิงลมได้ยินเสียงกวางเก้งร้องในป่าได้ยินเสียงเสือร้องทั้งกลางวันและกวางคืน เสือในป่าหิมพานต์ตัวใหญ่ ไปทางไหนเจอแต่รอยเสือใหญ่รอยเท้าเท่าถ้วยชาม ไปทางไหนเจอแต่ขี้เสือ

ท่านก็ไม่หวาดหวั่นเกรงกลัวเดินองค์เดียวเข้าป่าด้วยปณิธานอันสูงสุด เชื่อบุญกุศลยึดมั่นในคำสอนของพระพุทธเจ้า ได้แผ่เมตตาแก่สัตว์ทั้งหลายดังชีวิตเรา สัตว์ร้ายก็ไม่เข้ามาทำร้ายท่านด้วยอำนาจแผ่เมตตาจิตของท่าน ถึงแม้ว่างูเขียว งูลาย ตัวน้อยตัวใหญ่มาขวางทางเดิน

ท่านน้อมจิตแผ่เมตตาพวกเขาก็หลีกทางให้ทุกครั้ง ท่านเดินจากหมู่บ้านราจ๊กเป็นหมู่บ้านใหญ่หน่อย แล้วเดินเข้าไปในป่าผ่านบ้านของชาวเนปาลสองสามหลัง แล้วเดินไปอีกวันหนึ่งก็ไปถึงหมู่บ้านเล็ก ๔-๕ หลัง ชื่อว่าบ้านมะลาวดี พอไปถึงก็มืดค่ำพอดีได้เดินสำรวจดูก็เห็นบ้านชาวเขาเล็กๆ ตั้งอยู่เชิงเขาเห็นไฟริบหรี่

จึงเดินเข้าไปพอดีหิมะหมอกก็ตก จึงขอพักข้างบ้าน เขาพักกันอยู่ ๓ คนแม่ลูก ชีวิตช่างน่าสังเวชสงสารเหมือนไม่ใช่คน ที่นอนก็เอาฟางมากองแล้วนอนผิงไฟกัน ๒-๓ แม่ลูก ท่านให้ของกิน น้ำตาล ยาแก้ไข้เล็กๆ น้อยๆ เอาแบ่งให้ เขาก็ดีใจใหญ่ เช้าตรู่เขาก็ใจดีหุงข้าวใส่เนยเอามาถวายให้

ฉันเสร็จก็เดินทางเข้าป่า พอดีมีผู้ชายคนหนึ่งใจดีมาขอนำทางไปส่งเงื้อมผาโควางโกโอฬารหรือโคมุข เป็นต้นแม่น้ำคงคาที่ไหลผ่านเมืองพาราณสีนั้น การสื่อสารก็พูดภาษาเนปาลได้บ้างเล็กน้อย พอรู้เรื่องกัน รู้แต่ไปไหนสบายดีหรือ ทานข้าวหรือยัง เขาก็ใจดีไปส่งถึงเงื้อมถ้ำ ท่านก็ให้หมวกของกินหยูกยาเล็กๆ น้อยๆ เขาก็กลับบ้านลงเขาไป

พระครูบาฯ ได้ไปอยู่ในป่าองค์เดียวภาวนาทำสมาธิแผ่เมตตาอยู่ที่นั้นได้ ๔ คืน ก็เดินทางต่อมุ่งหน้าเข้าป่าลึกไปอีกวันหนึ่ง ไม่มีบ้านคนสักหลัง ทางไปก็ลำบากกว่าเก่า ได้ห้อยโหนกิ่งไม้ขึ้นหน้าผาชันสาวเครือเชือก

บางทีก็หลุดตกกลิ้งไปทั้งคนทั้งบาตรอัฏฐะบริขาร กรดกลิ้งตกไปเป็นสามสิบวา ตั้งสติใหม่ยืนขึ้นจนได้ แต่ก็โชคดีไม่เจ็บที่ไหนนึกดูก็น่าสังเวชชีวิตว่าการมาปฏิบัติธรรมนี้ต้องเอาชีวิตเข้าแลกจริงๆ โอ้หนอเราได้มาป่าหิมพานต์องค์เดียวเหมือนฝัน

ท่านเดินต่อไปก็เจอรอยหมูป่าและรอยเสือเดินนำหน้าเราไปใหม่ๆ ท่านก็ไม่กลัวแข็งใจเดินต่อไปอีกวันหนึ่ง ไปเจอทางดีหน่อยตรงที่นี่แล ท่านก็สันนิษฐานว่าเป็นภูเขาวงกตอันพราหมณ์ชูชกไปหลงเพราะว่าเห็นเขาสลับซับซ้อนกัน ถึงเดินไปก็หลงทางแน่ๆ ไม่รู้ว่าจไปทะลุเมืองไหน

จะทะลุเมืองทิเบตหรือเนปาลก็ไม่รู้ เพราะตรงข้ามเขาไปเป็นเขตประเทศธิเบตแล้ว ท่านได้พักผ่อนภาวนาอยู่ที่นั่นซึ่งเป็นเกาะกลางแม่น้ำคงคา ข้างบนเขามีน้ำตกใหญ่สูงเป็น ๑๐ กิโลฯ มีแม่น้ำไฟลผ่านที่นั่นหลายสายเป็นทุ่งหญ้ากว้าง

พวกสัตว์ป่ากวางเก้งลงเล่นกินน้ำได้ ยินเสียงนกยูงทองร้องขานขัน ไก่ป่า นกนานาชนิด ต้นไม้ที่นี่แปลก ลำต้นใหญ่สูงแลดูงามเหมือนคนปลูกไว้ตั้งต้นเป็นกลุ่มๆ มีดอกสีกลิ่นหอมต่างๆ นานา และผักกาดป่างามเหมือนคนเราปลูกออกตามทุ่งหญ้า ได้เก็บมาต้มฉันจิ้มน้ำพริก และเที่ยวขุดหัวมันลูกไม้ในป่าทานมีความสุขยิ่งนัก

เที่ยวเชียงใหม่ เชิญเที่ยว ดอยอินทนนท์


ขอบคุณข้อมูลจาก

https://www.matichon.co.th/education/religious-cultural/news_1021677

เชิญท่องเที่ยววัดดอยดวงแก้ว เชิญเที่ยวเชียงใหม่ 

ประวัติครูบา ครูบาบุญชุ่ม ครูบาศรีวิชัย