ครูบาบุญชุ่ม ชดใช้วิบากกรรมในอดีตชาติ

ครูบาบุญชุ่ม ชดใช้วิบากกรรมในอดีตชาติ

ครูบาบุญชุ่ม คืนต่อมาได้นั่งภาวนาตลอดแจ้งอีก ตอนใกล้รุ่งนิมิตว่า ชาติก่อนได้เกิดเป็นเจ้าเมืองเนปาลมีลูกเมียที่นี่ เคยบังคับทุบตีชาวบ้านให้ทำถนนสร้างปราสาท ใครไม่ทำก็จับขัง ด้วยผลกรรมนี้มาตามสนองท่านจึงรู้ว่าวันพรุ่งนี้ท่านจะโดนเขาทุบตีมัดลากลงเขา

เอาท่านไปขังคุกแน่นอนท่านสังเวชในกรรมเก่าของตนทำให้น้ำตาไหลอาบหน้า แต่ก็อดทนภาวนาปลงอนิจจังทุกขังอนัตตา พอรุ่งแจ้งวันนั้นท่านสวดมนต์ภาวนาเดินจงกรม แล้วก็ไม่หุงข้าวทาน มานั่งอยู่กลางแจ้ง ภาวนาพิจารณาธรรมความเกิดความดับของสังขาร มีสมาธิตั้งมั่นทั้งวัน รอดูว่าจะมีใครมาจับบ้าง

วันนั้นเป็นวันชะตาขาดจริงๆลูกประคำก็ขาดวันนั้น เล็บมือออกดอกก็สุดวันนั้น ไฟจุดไต้ก็หมดวันนั้น ตอนเย็นท่านเดินจงกรมแล้วจวนพลบค่ำไม่มีไฟจุดบูชาพระมองเห็นไฟริบหรี่ของกระต๊อบน้อยแห่งชาวบ้านข้างล่างภูเขา

ท่านจึงลงไปเพื่อขอจุดไฟ ตอนลงไปไม่เห็นมีใครในกระต๊อบ ก็เห็นแต่ก่อกองไฟคนไม่มีจึงเข้าไปจุดไฟ พอออกมาเห็นผู้ชายฉกรรจ์ประมาณยี่สิบคนเข้ามารัดท่าน แล้วทุบตีต่อยล้มไปตอนนั้นก็เป็นไข้ด้วย บอกเขาว่าทำไมจึงตีอาตมาๆ ขอกลับบนเขาก่อน บาตรผ้ากรดอยู่บนเขา เขาก็ไม่ยอม ได้แต่ถือกาน้ำหยาดศักดิ์สิทธิ์อันเดียวไม่ยอมปล่อยมาคิดดูก็รู้ว่ากรรมจริงๆ

ครูบาบุญชุ่ม ที่มีนิมิตรเห็นกลางคืนนั้นตรงเหมือนกันทุกอย่าง เขาก็ซ้อมตีต่อยแล้วก็เอาเชือกมาผูกมัดไขว้หลัง แล้วก็ลากลงเขาไปเท้าก็ถีบด้วย ต้องอดทนที่สุด ไม่โกรธไม่แค้นนึกในใจว่าขอสละชีวิตบูชาพระพุทธเจ้าคงจะตายคราวนี้แน่ๆ

จึงทำกัมมัฏฐานเดินภาวนาไปด้วย เขาลากตีต่อยเจ็บไปทั่วร่างกายช้ำหมดทั้งตัว ถูกลากลงมาสักพักมีผู้ชายคนหนึ่งใจดีสงสารท่าน เขาก็ปล่อยแก้เชือกข้างหลังให้ แล้วพาท่านลงไปเทวาลัยที่บวงสรวงบูชายันต์เจ้าแม่กาลี ในใจคิดว่าเขาจะเชือดคอที่นี้เป็นแน่ ครั้งแรกเขาจะฆ่าแล้วแต่พอดีมีคนหนึ่งห้ามไว้ให้เอาไปขังไว้ก่อนเขาจึงมัดจูงท่านมาที่บ้านมีคุกขังข้างในเป็นขี้ควายหมด

เขาก็ไม่สงสารทุบตีแล้วก็ผลักหลังเข้าคุกเชือกผูกไชว้หลังก็ไม่แก้ออก ท่านล้มเอาหน้ามุดเข้าขี้ควาย เหมือนตายทั้งเป็นแต่ก็ตั้งสติได้พยายามลุกขึ้นลำบากมากเพราะมือก็ถูกมัดจนแน่นเลือดก็ไหล ท่านพยายามลุกได้แต่เขาก็ล็อคกุญแจ สองชั้นฝาเป็นหิน หลังคาก็มุงหินประตูไม้กระดานหนามาก

ท่านจึงไหว้พระสวดมนต์ไหว้ระลึกคุณพระพุทธเจ้าทั้งหลายและสวดธรรมจักรทุกบท ในบทสุดท้ายท่านคิดถึงคุณพ่อคุณแม่แล้วสวดคาถาไหว้แม่กวนอิมมหาโพธิสัตว์ นโมไต่ซือ ไต่ปุย กิ่วโอ่ว กิ่วหลัง กวงไต๋เสียงถ้ำ กวนสีอิมพ่อสัก แล้วอธิษฐานว่าถ้าไม่ถึงเวลาจะตายยังจะได้โปรดสัตว์ต่อ ก็ขอให้เชือกที่ผูกแขนด้านหลังหลุด

ทันใดอัศจรรย์ก็เกิดขึ้นเหมือนมีคนมาแก้เชือกหลุดเป็นบ่วงไว้ทันที ท่านก็สวดคาถาพระแม่กวนอิมอีก ยามนั้นพลังมหาศาลได้เกิดขึ้นจนสามารถพังประตูคุกออกแตกเป็นเสี่ยงๆประตูพังยับเยิน บานพับหลุดออกหมดตกลงไปข้างล่างคนถือปืนนอนเฝ้าประตูตกใจ พากันวิ่งมาดูท่านก็ล้วงเอาหนังสือเดินทางที่พระสังฆราชเนปาลท่านเขียนไว้ให้ ความว่า

“ใครได้พบปะเณรองค์นี้มีเหตุไม่สบายให้นำส่งวัดอานันทกุฏีวิหาร”

เขาได้อ่านก็ตกใจกลัวเข้ามาขอขมาลาโทษท่าน แล้วก็รีบนำส่งที่วัดเมืองโบกขรา แล้วคุณโอปกกาศชาวเนปาลที่รักชอบนับถือเหมือนพี่ชาย ท่านได้นำรถมาส่งที่กัฏมันฑุวัดอานันทกุฏีวิหารที่ท่านจำพรรษา

พระครูบาบุญชุ่ม เป็นไข้บอบช้ำไปทั้งตัวได้พักรักษาตัวอยู่ในวัด เจ้าอาวาสก็ใจดีเอายามาทาให้ พระเณรทุกองค์สงสารและเห็นใจท่านมาก คืนวันหนึ่งตอนตีสอง ท่านได้ยินเสียงคนร้องไห้ตีกลองเป่าหอยสังข์

เมื่อได้เดินจงกรมแล้วก็ลงไปดูตามเสียงก็เห็นเขากำลังเผาศพกันที่ใกล้วัด จึงเข้าไปช่วยเก็บฟืนเผาศพเพราะเป็นลามะ (พระธิเบต) มรณภาพ เสร็จแล้วมาขอผิงไฟด้วย แต่พวกขี้เมาไม่พอใจก็เข้ามาตีต่อยปากเราแตกเลือดไหล

ช่างเป็นคราวเคราะห์กรรมซัดจริงๆ ท่านล้มนอนหงายเขากระทืบซ้ำอีก พอดีท่านหลวงพ่อมหานามะ ได้ยินเสียงลงไปห้ามแล้วนำกลับมาวัด พระครูบาฯ เป็นไข้ทรุดลงเรื่อยๆ จนเจ้าอาวาสว่าหากจะตายจริงก็จะเผาเอากระดูกเก็บไว้ให้ญาติ

แต่มาคิดได้จึงโทรกลับมาเมืองไทยบอกพ่อประดิษฐ์และหลวงปู่โง่นให้ไปรับกลับพร้อมคุณมนัส ทั้งสามคนจึงได้บินจากเมืองไทยไปรับกลับมา ในตอนนั้นท่านก็ยังเป็นไข้มาลาเรียขึ้นสมองด้วยจนเพ้อไปไม่รู้สึกตัว

เมื่อกลับมาถึงเมืองไทยก็ได้เข้ารักษาที่โรงพยาบาลกรุงเทพร่วมเดือนเศษแล้วก็กลับมารักษาต่อที่วัดอีก แต่ไม่หายดีจึงได้ไปรักษาอยู่ที่โรงพยาบาลสวนดอกเชียงใหม่อีกสองเดือนจึงหายเป็นปกติ

ครูบา คติใหม่การนำภาพลักษณ์ต่อการรับรู้ของสังคม


ขอบคุณข้อมูลจาก

https://www.matichon.co.th/education/religious-cultural/news_1021677

เชิญท่องเที่ยววัดดอยดวงแก้ว เชิญเที่ยวเชียงใหม่

ประวัติครูบา ครูบาบุญชุ่ม ครูบาศรีวิชัย